ยุคไทรแอสสิก

Posted on

การครอบ ครองโลกของไดโนเสาร์ในยุคนี้โลกถูกปกคลุมด้วยป่าไม้จำนวนมาก พืชตระกูลที่ใช้สปอร์ในการขยายพันธ์ประสบความสำเร็จและมีวิวัฒนาการถึงขั้นสูงสุด ในป่ายุคไตรแอสสิกช่วงแรกนั้นมีสัตว์ใหญ่ไม่มากนักสัตว์ปีกที่ใหญ่ที่สุดคือแมลงปอยักษ์ที่ปีกกว้างถึง2ฟุตและได้ชื่อว่าเป็นนักล่าเวหาเพียงชนิดเดียวของยุคนี้ เนื่องจากในช่วงปลายของยุคเปอร์เมียนเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตทำให้พวกสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมาก สูญพันธุ์ไปพวกที่เหลือได้สืบทอดเผ่าพันธุ์มาจนถึงต้นยุคไตรแอสสิกในกลุ่มสัตว์เหล่านี้เจ้าซินนอกนาตัสเป็นสัตว์นักล่าที่น่าเกรงขามที่สุด ในหมู่พวกมันและในช่วงนี้เองไดโนเสาร์ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยพวกมันวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานที่เดินด้วยขาหลังอย่างเจ้าธีโคดอนซึ่งถือกันว่าเป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์ การสูญพันธ์ครั้งใหญ่ในยุคเปอร์เมียนทำให้พวกมันสามารถขยายเผ่าพันธุ์ได้อย่างมากมายในช่วงต้นยุคไตรแอสสิกและกลายมาเป็นคู่แข่งของพวกสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมที่เหลือ ไดโนเสาร์ในยุคแรกเป็นพวกเดินสองขา เช่น พลาทีโอซอร์ ไดโนเสาร์กินพืชคอยาวที่เป็นบรรพบุรุษของพวก ซอโรพอด หรือเจ้าซีโลไฟซิส บรรพบุรุษของพวกกินเนื้อ นักล่าสองขาความสูง 1 เมตร การที่มันสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยสองขาหลังทำให้พวกมันมีความคล่องตัวในการล่าสูงกว่า ซินนอกนาตัส หรืออีรีโทรซูคัสที่ยาวถึง 15 ฟุตซึ่งมีกรามขนาด ใหญ่และแข็งแรงนักล่าเหล่านี้ได้เปรียบซินนอกนาตัสและสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆทำให้พวกนี้ต้องวิวัฒนาการให้มีขนาดเล็กลงเพื่อที่จะหลบหนีพวกไดโนเสาร์ และหลีกทางให้เผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ก้าวมาครองโลกนี้แทนในที่สุด

 

ยุคเพอร์เมียน

Posted on

ยุคเพอร์เมียน อังกฤษ permian เป็นยุคสุดท้ายในชื่อมาจากคำว่า เพอร์ม Perm เป็นชื่อจังหวัดหนึ่งในเทือกเขาอูราล มีช่วงเวลายาว ประมาณ 41 ล้านปี จาก 286 ถึง 245 ล้านปีมาแล้ว มีสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอยู่มากมาย พืชตระกูลสน เฟิร์นมีมากในช่วงนี้ สัตว์เลื้อยคลานในช่วงนี้คล้ายคลึงกับไดโนเสาร์ แต่เกิดการสูญพันธ์ช่วงปลายยุค ซึ่งเป็นการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ที่สุดที่พบบนโลก สิ่งมีชีวิตบนโลกได้สูญพันธ์ไปถึง 96-97% เลยทีเดียวยุคเพอร์เมียนมี  หินส่วนใหญ่ประกอบด้วย หินปูน หินดินดาน หินเกลือและหินทรายสีแดง การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ยุคคาร์บอนิเฟอรัสมีความรุนแรงสูงสุดในยุค เพอร์เมียนนี้ ทำให้เกิดเทือกเขาสูงและมีการระเบิดของภูเขาไฟมาก บนผืนแผ่นดินพืชที่ปกคลุมอยู่ส่วนใหญ่เป็นพวก เฟิร์นและเฟิร์นมีเมล็ด ในซีกโลกใต้ กอนด์วานาแลนด์ มีพวกพืชกลอสซอฟเทอริส เริ่มพบแมลงชนิดใหม่ ๆ ในยุคนี้ เช่น แมลงปีกแข็งและจั๊กจั่น ส่วนสัตว์มีกระดูกสันหลังที่อยู่บนบกก็มีสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกขนาดใหญ่ สัตว์เลื้อยคลานหลายชนิด รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลายคล้ายพวกเลี้ยงลูกด้วยนม ปลาน้ำจืดมีพวกปลาพาลีโอนิสติด และปลาฉลาม เป็นต้น

ในท้องทะเล ฟอเแรมมินิเซอราตัวใหญ่หรือฟูซูลินิด พบอยู่แพร่หลายมาก เช่นเดียวกับ ไบรโอซัว และหอยตะเกียง ปะการังพบไม่มากนัก แต่สัตว์พวกหอย (หอยสองฝาและแอมโมนอยด์) เริ่มพบมาก และเริ่มมีพวกเบเล็มนอยด์ เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังยุคเพอร์เมียน พวกฟูซูลินิด ปะการังพวกรูโกส ไบรโอซัว ฟีเน็สเท็ลลิด หอยตะเกียงโพรดักทิด และไทรโลไบท์ ได้สูญพันธุ์ไปหมดสิ้น

ยุคคาร์บอนิเฟอรัส

Posted on

ยุคคาร์บอนิเฟอรัส อังกฤษ Carboniferous อยู่ในช่วง 354 – 295 ล้านปีก่อน ที่เรียกชื่อยุคนี้ว่า คาร์บอนิเฟอรัส เนื่องจากมีชั้นถ่านหินที่มีความหนาและแผ่ไปกว้างขวางมาก หินส่วนใหญ่ประกอบด้วยหินปูน หินทราย หินดินดาน และถ่านหิน ชั้นถ่านหินพบมากในช่วงหลังของยุคนี้ เป็นยุคของป่าเฟินขนาดยักษ์ปกคลุมห้วย หนอง คลองบึง ซึ่งกลายเป็นแหล่งน้ำมันดิบที่สำคัญในปัจจุบัน มีการแพร่พันธุ์ของแมลง และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เริ่มมีวิวัฒนาการของสัตว์เลื้อยคลาน กำเนิดไม้ตระกูลสน ช่วงแรกเกิดต้นไม้โบราณขนาดใหญ่ และพื้นที่ลุ่มชื้นบนแผ่นดิน พบสัตว์มีกระดูกสันหลังบนแผ่นดินชนิดแรก และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เกิดปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่มีครีบพู่ ในมหาสมุทรเกิดปลาฉลามยุคแรก และมีหลากหลายชนิดเกิดแมงป่องทะเล ไครนอยด์ ปะการัง โกเนียไทต์-แอมโมนอยด์ และแบรคิโอพอด ปูน สัตว์ที่อาศัยอยู่บนบกมีพวกหอยสองฝา หอยขม และสัตว์พวกขาเป็นปล้อง ส่วนสัตว์มีกระดูกสันหลังพวกสะเทินน้ำสะเทินบกมีการพัฒนามากจนเรียกได้ว่า เป็นยุคของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และเริ่มมีสัตว์เลื้อยคลาน ปลาน้ำจืดพบแพร่หลายมาก ในท้องทะเล หอยตะเกียง ไดรนอยด์และปะการังพบอยู่จำนวนมาก ไบรโอซัวก็มีอยู่แพร่หลายเป็นพวกรูปพัด สัตว์พวกหอยพบอยู่พอสมควรที่สำคัญก็มีพวกหอยสองฝา หอยโข่ง และ เซฟาโลพอด อีไคนอยด์พบมากพอสมควร ส่วนพลาสตอยต์มีความเจริญสูงสุดในยุคนี้ ที่น่าสังเกต พวกแกรพโทไลท์ รูปร่างแหสูญพันธุ์ไปหมดสิ้น และในปลายยุคเริ่มมีพวก ฟอแรมมินิเฟอราตัวใหญ่ ส่วนสัตว์มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่ในทะเล ส่วนใหญ่เป็นพวกปลาฉลาม

ยุคดีโวเนียน

Posted on

ยุคดีโวเนียน อังกฤษ: Devonian เป็นยุคที่สี่ของมหายุคพาลีโอโซอิก ยุคนี้เริ่มนับตั้งแต่จุดสิ้นสุดของยุคไซลูเรียน เมื่อประมาณ 3.2 ล้านปีก่อน และสิ้นสุดลงเมื่อประมาณ 0.4 ล้านปีก่อน เริ่มยุคคาร์บอนิเฟอรัส  ยุคนี้ตั้งชื่อตามเดวอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสถานที่แห่งแรกที่มีการศึกษาหินของยุคนี้ นักธรณีวิทยาจัดว่ายุคดีโวเนียนนี้เป็นยุคแรกที่มีสิ่งมีชีวิตบนบก และพืชบกเริ่มกระจายเข้าสู่แผ่นดินส่วนใน ทำให้เริ่มมีการก่อตัวเป็นป่าซึ่งจะค่อยๆปกคลุมทวีป ช่วงกลางยุคดีโวเนียน พืชบางชนิดจะเริ่มวิวัฒนาการเป็นพืชมีใบและมีรากที่มั่นคง และปลาได้วิวัฒนาการมามากกว่าออสทราโคเดิร์มแล้ว และยุคนี้มีปลาชุกชุมจึงถูกเรียกว่า ยุคแห่งปลาปลาหลายชนิดได้เริ่มวิวัฒนาการขึ้น ซึ่งภายหลังพวกมันเป็นต้นตระกูลของปลาขนาดใหญ่หลายชนิด ขณะที่ปลามีเกราะได้เริ่มลงจำนวนลงในแหล่งน้ำทุกๆ แห่งบรรพบุรุษของสัตว์สี่ขาได้เริ่มขึ้นมาเดินอยู่บนบก ครีบของพวกมันได้วิวัฒนาการมาเป็นขา  ส่วนในทะเล ฉลามดึกดำบรรพ์มีจำนวนมากขึ้นกว่าที่มีในยุคไซลูเรียนและปลายยุคออร์โดวิเชียน ปลายยุคดีโวเนียนได้เกิดการสูญพันธุ์ขึ้น เมื่อประมาณ 375 ล้านปีก่อน การสูญพันธุ์นี้ส่งผลกระทบกับสัตว์น้ำ ปลามีเกราะและไทรโลไบต์ทั้งหมดสูญพันธุ์ทวีปในยุคนี้แบ่งเป็นมหาทวีปกอนด์วานา ทางตอนใต้ ทวีปไซบีเรีย ทางตอนเหนือ และเริ่มมีการก่อตัวของทวีปขนาดเล็กที่มีชื่อว่า ยูราเมริกา ในตำแหน่งระหว่างกลางของกอนด์วานาและไซบีเรีย

ยุคไซลูเรียน

Posted on

ยุคไซลูเรียนเป็นยุคที่สามของมหายุคพาลีโอโซอิกในยุคนี้เริ่มขึ้นจากการสิ้นสุดของยุคออร์โดวิเชียนประมาณ 1.5ล้านปี และสิ้นสุดในช่วงก่อนเริ่มยุคดีโวเนีน ประมาณ0.2 ล้านปีนักธรณีวิทยาได้ใช้การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในยุคออร์โดวิเชียน-ไซลูเรียน เป็นตัวแบ่งยุคไซลูเรียนกับออร์โดวิเชียน ซึ่งจากการสูญพันธุ์นั้น ทำให้สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลกว่า 60 % หายไป

ในยุคนี้พืชน้ำและสาหร่าย ได้ปรับตัวเพื่อไม่ให้เกิดการสูญพันธุ์ โดยวิวัฒนาการมาเป็นพืชบก แต่พืชบกนี้พบได้แค่ตามชายทะเลเท่านั้น ในปลายยุคไซลูเรียนมีสัตว์บกเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นสัตว์ขาปล้องขนาดเล็ก แต่มันก็ยังมีจำนวนไม่มากและยังไม่ได้ขึ้นมาอาศัยบนบกทั้งหมด จนกระทั่งถึงยุคดีโวเนียน

ชื่อยุคมาจากคำว่า ไซลูเรส เป็นชาวเผ่าเซลทิค อาศัยอยู่ในแคว้นเวลส์ มีช่วงเวลายาว 30 ล้านปี จาก 438 ถึง 408 ล้านปีมาแล้ว หินที่พบในยุคนี้ส่วนใหญ่เป็นหินปูน หินทรายและหินดินดานสีดำ พืชในยุคนี้มีทั้งพืชทะเลและพืชบก สาหร่ายทะเลพบแพร่หลายมาก มีพวกสีเขียว และสีแดง ในตอนปลายยุคเริ่มพบพืชบกเป็นครั้งแรกที่ประเทศออสเตรเลีย สัตว์ไร้กระดูกสันหลังที่พบมากได้แก่ พวกไบรโอซัว หอยตะเกียงเจริญสูงสุด พวกไทรไลไบท์และแกรพโทไลท์ยังพบมากอยู่ แกรพโทไลท์เป็นพวกรูปกิ่ง ออสทราดอดเริ่มพบมาก นอกจากนี้สัตว์ที่พบบ่อยก็มีปะการัง และไครนอยด์ สัตว์จำพวกหอย หอยสองฝา, หอยโข่ง, และเซฟาโลพอด พบน้อย ในจำพวกสัตว์มีกระดูกสันหลัง เริ่มพบต้นตระกูลปลาไร้ขากรรไกรเป็นครั้งแรก

ยุคแคมเบรียน

Posted on

ยุคแคมเบรียนเป็นต่อจากยุคพรีแคมเบียนที่เริ่มมีสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวแต่ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีกระดูกสันหลังหรือเปลือกเป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตบนโลก ก่อนยุคแคมเบรียน สิ่งมีชีวิตนั้นมีขนาดเล็กและเรียบง่าย ก่อนจะค่อยๆเป็นองค์ประกอบซับซ้อนในอีกล้านปีถัดมาก่อนหน้ายุคแคมเบรียน รูปแบบของสิ่งมีชีวิตมีความหลากหลายและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นการ ระเบิด ทางชีวภาพ ที่จู่ๆสิ่งมีชีวิตก็เกิดอุบัติมาพร้อมๆกันในช่วงเวลาเดียวกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า Cambrian explosion หรือ Biological Big Bang สิ่งมีชีวิตที่บังเกิดขึ้นมีหน้าตาก็ล้วนแปลกประหลาดอัศจรรย์ทั้งสิ้น เป็นสิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลังอาศัยอยู่ในทะเล เช่น ไทรโลไบต์ เป็นต้น พืชส่วนใหญ่เป็นสาหร่ายสีเขียว ในยุคนี้ไม่พบสิ่งมีชีวิตบนพื้นดิน เพราะสภาพอากาศบนโลกยังไม่เหมาะที่จะให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้แต่ในน้ำทะเลเริ่มมีสาหร่ายปะการังขึ้นเป็นจำนวนมากที่คอยปรับให้โลกมีออกชิเจนมากขึ้นและพื้นก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นบนจนกลายเป็นป่าปกคลุมตลอดชายฝั่งของท้องทะเลพัฒนาไปตามสิ่งมีชีวิต ยุคแคมเบรียน ในยุคนี้สิ่งมีชีวิตได้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากและหลากหลายชนิดเริ่มมีการแบ่งเป็นนักล่าและผู้ถูกล่าเป็นระบบของห่วงโซ่อาหารและสิ่งมีชีวิตก็ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันตัวหรือใช้ในการล่าเพื่อเอาชีวิตรอดยุคแคมเบรียนจึงมีสิ่งมีชีวิตที่มีฟันและกระดองอาศัยยุในทะเลได้แก่ไทร์โลไบต์ หอยสองฝา ฟองน้ำ และหอยทาก เป็นต้น

ยุคแคมเบรียน  อังกฤษ Cambrian เป็นธรณีกาลยุคแรกของมหายุคพาลีโอโซอิก อยู่ในช่วง 0.3 ล้านปีถึง 1.7 ล้านปี ก่อนจะเข้าสู่ยุคออร์โดวิเชียน คำว่าแคมเบรียนตั้งโดย อดัม ซิดก์วิค เป็นชื่อโรมันของเวลส์ซึ่งเป็นสถานที่ที่พบหินยุคแคมเบรียนดีที่สุดของอังกฤษ